Articles

Long-boat Racing

Long-boat Racing is one of the traditional rites which marks the end of the Buddhist Rains Retreat. It mainly takes place in the 11th or 12th lunar months (around September or October). When the water level is at its highest. At this time, racing is held almost nationwide, notably in Phichit, Phitsanuloke, Nan, Angthong, Pathumthani, Surat Thani and Ayutthaya etc.

 Traditionally, long-boat racing is held as an annual event by provinces with a major waterway flowing through. It is not restricted to any particular region. At present, long-boat racing is considered as a national sport, its history can be traced back to Ayutthaya period some 600 years ago. However, boat racing in those days was just only a means to keep boat men physically and mentally fit for national defence.

 Usually racing boats are made from dugout tree trunks and can accommodate up to 60 oarsmen sitting in a double row. The oarsmen usually dress in the same colour. The festive event draws several hundreds of local and foreign spectators who watch the race along both sides of the riverbank enthusiastically. At the end, trophies and prizes are given to the winning teams.

 

การแข่งเรือยาว

การแข่งเรือยาวเป็นประเพณีอย่างหนึ่งซึ่งจัดขึ้นในช่วงสิ้นสุดฤดูกาลเข้าพรรษา โดยปกติแล้วจะมีขึ้นในเดือน 11 หรือ 12 (ประมาณเดือนกันยายนหรือตุลาคม) เมื่อระดับน้ำขึ้นสูงสุด ณ เวลานี้ การแข่งขันจะจัดขึ้นเกือบทั่วทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก น่าน อ่างทอง ปทุมธานี สุราษฎร์ธานีและอยุธยา เป็นต้น

 ตามประเพณีแล้ว การแข่งเรือยาวจะจัดขึ้นเป็นงานประจำปี โดยจังหวัดซึ่งมีทางน้ำใหญ่ไหลผ่านไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง ปัจจุบันนี้ การแข่งเรือยาวถือเป็นกีฬาประจำชาติ ประวัติการแข่งขันเรือยาวนี้ย้อนกลับไปในยุคกรุงศรีอยุธยาประมาณ 600 ปีมาแล้ว แต่ว่าการแข่งเรือในสมัยนั้นเป็นเพียงเพื่อให้นักพายเรือมีความพร้อมทั้งทางด้านกายและจิตใจเพื่อการป้องกันประเทศ

 โดยปกติเรือแข่งนี้จะทำจากลำต้นไม้ขุดและสามารถบรรจุฝีพายได้ถึง 60 คนนั่งคู่กันสองแถว ตามปกติแล้ว ฝีพายจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเดียวกัน ประเพณีนี้จะดึงดูดคนดูทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศหลายร้อยคนผู้ซึ่งจะนั่งดูการแข่งขันบนฝั่งแม่น้ำสองฝั่งอย่างกระตือรือล้น เมื่อสิ้นสุดการแข่งขันก็จะมีการแจกถ้วยและรางวัลให้แก่ทีมที่ชนะด้วย

New Year’s Day

Thailand is well-known for her festivals which take place all the year round. Most of these festivals are influenced by Buddhist and Brahminical religions, however, with the passage of time a number of them have been adopted in deference to the international practice.

 Actually, the official New Year’s Day of Thailand has undergone several changes. Once it used to fall at the end of November. Later, during the reign of King Rama V(1868-1910) it was moved to a date round about April and then New Year’s Day was changed to April the first. The universal practice of celebrating the new year on January 1 was adopted in 1941 in deference to the western calendar and this is one of a number of changes aimed at modernising the country.

 Though January 1 is regarded as official New Year, the majority of Thais still regard the middle of April (Songkran) as their new year’s day, and on this auspicious occasion a week-long celebration is held throughout the kingdom. Most of activities on Songkran Day involve water throwing, building sand pagodas and pouring lustral water on the aged as a means of blessing. To be frank, a celebration on January 1 is not so popular as that of Songkran. Normally, before the upcoming January 1, people will exchange greeting cards and gifts. Since on this auspicious occasion, a few grand celebrations are held in the kingdom, people take this opportunity to travel upcountry to visit their relatives or spend holidays at a tourist attraction site, while those stay at home will prepare food and other necessary items to make merit on the early morning of January 1 and then take part in various charitable activities held in various places.

 At the same time, several companies take this opportunity to give a bonus and announce promotions to their employees who later cash money to buy gifts for relatives and friends before heading to their hometown for a long vacation.

 Obviously, in Thailand people celebrate New Year three times a year, namely ; the Thai traditional New Year or Songkran, January 1 and the Chinese New Year. Out of these, Songkran is the most joyous occasion which draw people from all walks of life to take part in a week-long celebration. Meanwhile, the Chinese New Year is important especially for Thai organisations will close their business for several days so that the employers and their employees will be able to celebrate the auspicious occasion with their relatives at home or spend a long holiday in a place they like.

วันขึ้นปีใหม่

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการจัดฉลองเทศกาลตลอดทั้งปี เทศกาลเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ เมื่อกาลเวลาผ่านไป เทศกาลต่าง ๆ เหล่านี้ก็ถูกดัดแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับสากลนิยมบ้าง

 ที่จริงแล้ว วันขึ้นปีใหม่ของไทยอย่างเป็นทางการนี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งหลายคราว ครั้งหนึ่งเคยถือเอาปลายเดือนพฤศจิกายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2411 ถึง 2453) วันขึ้นปีใหม่กำหนดให้อยู่ในช่วงเดือนเมษายนจนกระทั่งเปลี่ยนมาถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ การถือเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามหลักสากลนิยมนั้นเพิ่งจะได้นำมาประยุกต์ใช้ในปี พ.ศ. 2484 เพื่อให้สอดคล้องกับปฏิทินตะวันตกและนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในหลาย ๆ สิ่งที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศก้าวไปสู่สมัยใหม่

 ถึงแม้ว่า วันที่ 1 มกราคม จะถือปฏิบัติเป็นวันขึ้นปีใหม่อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังคงถือเอากลางเดือนเมษายน (วันสงกรานต์) เป็นวันขึ้นปีใหม่และในโอกาสอันเป็นมงคลนี้นั้นการเฉลิมฉลองเป็นเวลานานนับสัปดาห์ก็จะจัดให้มีขึ้นทั่วราชอาณาจักร ส่วนใหญ่กิจกรรมในวันสงกรานต์นี้จะเกี่ยวกับการสาดน้ำใส่กัน สร้างเจดีย์ทราย และรดน้ำหอมให้กับผู้สูงอายุเพื่อความเป็นสิริมงคล ความจริงแล้ว การฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคมนั้น จะได้รับความนิยมน้อยกว่าวันสงกรานต์มาก โดยปกติก่อนวันที่ 1 มกราคม ผู้คนก็จะแลกบัตรอวยพรและของขวัญแก่กันและกัน เนื่องจากในวันนี้การเฉลิมฉลองอย่างมโหฬารจะจัดให้มีขึ้นเพียงไม่กี่แห่ง ผู้คนก็เลยถือโอกาสนี้ไปเที่ยวต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมญาติ ๆ หรือไม่ก็ไปใช้วันหยุดในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในขณะที่ผู้ที่อยู่บ้านก็จะเตรียมอาหารและเครื่องไทยธรรมอื่นๆ เพื่อทำบุญตักบาตรในเช้าตรู่ของวันที่ 1 มกราคม และยังเข้าร่วมกิจกรรมการกุศลต่าง ๆ ที่จัดให้มีขึ้นตามสถานที่ต่าง ๆ

 ในขณะเดียวกัน หลายบริษัทก็จะถือเอาโอกาสนี้แจกเงินโบนัสและประกาศเลื่อนขั้นพนักงานผู้ซึ่งหลังจากนี้ก็จะรีบถอนเงินซื้อของขวัญเพื่อแจกญาติ ๆ และเพื่อนฝูงก่อนที่จะบ่ายหน้าไปยังบ้านเกิดเพื่อใช้วันหยุดอันยาวนาน

 จะเห็นได้ชัดว่า คนไทยจะฉลองวันขึ้นปีใหม่ 3 ครั้งต่อปีเลยก็ว่าได้ กล่าวคือ วันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีหรือวันสงกรานต์ วันที่ 1 มกราคม และวันตรุษจีน ใน 3 วันนี้ วันสงกรานต์เป็นโอกาสที่สนุกสนานที่สุด เพราะว่าประชาชนจากทุกสาขาอาชีพต่างพร้อมใจกันเข้าร่วมฉลองเป็นเวลานับสัปดาห์ ในขณะที่วันตรุษจีนก็มีความสำคัญเท่า ๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนไทยเชื้อสายจีน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่วันหยุดของทางราชการ บริษัทเอกชนส่วนใหญ่ก็จะหยุดดำเนินธุรกิจเป็นเวลาหลายวัน เพื่อให้ทั้งนายจ้างและพนักงานได้เข้าร่วมฉลองโอกาสอันเป็นมงคลนี้ร่วมกับญาติ ๆ ที่บ้านหรือไม่ก็ใช้วันหยุดตามสถานที่ที่ตนพอใจ

The Teacher’s Day

In 1956 Prime Minister Field Marshal P. Pibulsongkram, who was the Honorary Chairman of the Board of Directors of the Teachers’ Council at that time, addressed a gathering of teachers from throughout the country and suggested that as teachers were our benefactors and persons who gave light to our life they should have a day of their own so that their students would get an opportunity to pay respect to them. He continued, “On other auspicious days such as New Year’s Day and the Songkran Festival we pay a tribute to both our living and dead relatives and make merit in dedication to their souls. Since our teachers play an important role next to our parents, I would like to propose the idea to this gathering and ask you to consider it in principle. I hope no one will object to this idea.”

 As a result of his remarks and the welcoming opinions expressed by the teachers through the media, which reported that a Teachers’Day should be held in order to remember their significance as the ones who make a great sacrifice and do good deeds for the benefit of the nation and the people as a whole. The Teachers’ Council unanimously agreed to set up Teachers’ Day in order to hold a ceremony to pay a tribute to the teachers, to promote unity among teachers and to promote better understanding between teachers and the general public.

 Thus, on November 21, 1956, the Cabinet passed a resolution to announce January 16 of every year as Teachers’ Day and it was celebrated for the first time on January 16, 1957. The event has been held since then and is held nationwide. The highlights of the day include religious activities, a ceremony of paying respect to teachers and activities to strengthen unity among teachers.

 To express our gratitude to the teachers, we wish them and their families happiness and a good health throughout their long life.

วันครู

ในปี พ.ศ. 2499 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ในสมัยนั้นได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศและได้เสนอแนะว่า “เนื่องจากครูเป็นผู้มีบุญคุณและเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ครูจึงควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้มีโอกาสแสดงความเคารพสักการะ จะเห็นว่าในวันสำคัญอื่น ๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่และวันสงกรานต์ พวกเราก็จะแสดงความเคารพสักการะต่อญาติๆ ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และที่เสียชีวิตไปแล้ว และยังมีการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้วอีกด้วยและเนื่องจากครูของพวกเรามีบทบาทสำคัญถัดจากบิดามารดาข้าพเจ้าจึงใคร่ที่จะเสนอความคิดนี้ ต่อที่ประชุมนี้และขอร้องให้พวกท่านนำไปพิจารณาในหลักการ หวังว่าทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง”

 จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความคิดเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชน ล้วนเรียกร้องให้มีวันครู เพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ที่ประชุมคุรุสภาจึงมีมติเห็นควรให้มีวันครูเพื่อที่จะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมความสามัคคีระหว่างครู และเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน

 ดังนั้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้วันที่ 16 มกราคม ของทุก ๆ ปีเป็น “วันครู” และการจัดงานวันครูได้มีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 และได้ดำเนินเรื่อยมาทุกปีนับแต่บัดนั้นมาโดยจัดให้มีขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งกิจกรรมหลักในวันนั้นประกอบด้วยพิธีกรรมทางศาสนา พิธีรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์และกิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู

 เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อครู พวกเราจึงขออวยพรให้ท่านและครอบครัวของท่านมีความสุข ความเจริญและมีสุขภาพแข็งแรงตราบชั่วอายุไขอันยาวนาน

National Children’s Day

Children are considered as the most valuable resources of the nation. They are a powerful force in the development and stability of the nation. Normally, the age of children taking part in the celebrations should be less than 14 years old.

 To prepare themselves to be strength of the nation, children should be industrious in their study, make use of their time wisely, being disciplined, diligent, helpful to each other, unselfish, being aware of right and duty and responsible towards the society. In addition, they should keep the country clean and conserve the natural environment and public property. If children are aware of their own future and of the nation by behaving in such a way, they will be called “Worthy Children” and the country will be prosperous.

 At the same time, to stimulate children to be aware of their significant role in the country, the National Children’s Day was held for the first time on the first Monday of October 1955 and continued until 1963. Then it was changed to the second Saturday of January as at this time the rainy season is over and it is a government holiday. This is still in practice today.

 The government has set up an organising committee to co-ordinate with several agencies in both public and private sectors to organise the celebration simultaneously throughout the country. The objectives are to enable children to realize their importance, to be disciplined, being aware of right and duty, responsibility towards the society, be proud of their country, Religion and Monarchy, and believe in a democratic system having the King as the head of state.

 Every year on this day, His Majesty the King gives an advice while the Supreme Patriarch gives a moral teaching. The Prime Minister also gives a slogan. This indicates that children are the most valuable resource of the nation. We often hear the saying that, “Children are the future of the nation, if the children are intelligent, the country will be prosperous.” Therefore, children should ask themselves whether they are worthy children or not.

 On this day, many interesting places such as the Duzit Zoo, the Army, Navy, and Airforce bases, Government House and Parliament House are opened for children to visit. Thus, all children look forward to National Children’s Day.

วันเด็กแห่งชาติ

เด็กเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติ เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าและมั่นคง โดยปกติอายุของเด็กที่เข้าร่วมฉลองในงานนี้จะต่ำกว่า 14 ปี

 เพื่อเตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ เด็กควรจะมีความขยันหมั่นศึกษาหาความรู้ รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ มีระเบียบวินัย ขยันขันแข็ง ช่วยเหลือกันและกัน เสียสละรู้จักสิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งรักษาความสะอาดและรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสาธารณสมบัติ ถ้าหากเด็กตระหนักถึงอนาคตของตนเองและของชาติโดยการปฏิบัติตนตามที่กล่าวมานั้น ก็จะได้ชื่อว่าเป็น “เด็กดี” และประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรือง

 ในขณะเดียวกัน เพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ จึงได้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 และถือปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2506 แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เพราะเป็นช่วงหมดฤดูฝนแล้วและเป็นวันหยุดราชการอีกด้วย ดังนั้นจึงถือปฏิบัติมาจนถึงวันนี้

 ในการจัดงานวันเด็กแห่งชาตินั้น ทางรัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งทางภาครัฐและเอกชนเพื่อจะได้จัดฉลองพร้อมกันทั่วทั้งประเทศโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองมีระเบียบวินัย ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความภูมิใจในชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข

 ทุกๆ ปี ในวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆราชเจา ทรงโปรดประทานพระคติธรรม และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะมอบคำขวัญวันเด็ก นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของชาติ เราจึงได้ยินคำพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ เด็กฉลาด ชาติเจริญ” ดังนั้นเด็ก ๆ จึงควรถามตนเองว่าตนเป็นเด็กดีหรือไม่

 ในวันนี้สถานที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น สวนสัตว์ดุสิต กองทัพบก กองทัพเรือ และฐานทัพอากาศ ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภาต่างก็เปิดให้เด็กๆ เข้าชม ดังนั้นเด็กๆ ต่างก็คอยให้ถึงวันเด็กเร็ว ๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s